รัฐหิมาจัลประเทศ แปลเป็นไทยได้ว่าเมืองที่หิมะมา จากเดลลีไปสู่เมืองมานาลี ไปขึ้นรถที่ทิเบตแคมป์ ท่ารถก็คือปั้มน้ำมันข้างทาง ต้องจองตั๋วก่อนล่วงหน้าแล้วนั่งรถบัสกันทั้งคืนกับอีกครึ่งวัน เรียกว่านั่งกันจนตูดบานเลยก็ว่าได้ เรานั่งรถค่ำยันเช้าก็ยังไม่ถึงซักที ปวดฉี่ก็ปวด แต่รถไม่ยอมจอด รถอินเดียนี่ก็สนุกคึกคักดี คนขับจะบีบแตรใส่กันไปมากะรถคันอื่นตลอดเวลา บางคันเขียนแปะหลังกระบะรถว่า "แน่จริงบีบแตรใส่เลยสิ" ตลกมากกก ระหว่างทางที่เรานั่งรถไปมานาลีนั้น ผ่านแม่น้ำ หุบเขา สวนแอ๊ปเปิ้ล และมีลิงวิ่งเล่นไปมาตามหน้าผาข้างถนน เหมือนอยู่บ้านลพบุรีเลย อิ๊ๆๆ พอไปถึงก็ประมาณสายๆ เกือบเที่ยง หาที่พักได้ก็ไปจองรถสำหรับวันรุ่งขึ้นที่จะไปหุบเขาสปีติที่เลื่องลือว่าสูงยิ่งกว่าลาซา (สปีติเคยอยู่ในเขตประเทศทิเบตมาก่อน) ที่เมืองมานาลีนี่ สวย มีต้นสนเยอะแยะ ตลอดบ่ายนั้น สามารถเช่ารถไปเที่ยวบนหุบเขาได้ มีป่าสน ภูเขาลูกใหญ่ๆ และบางลูกมีหิมะคลุมที่ยอดด้วยนะ ตื่นเต้นมาก เกิดมาไม่เคยเห็นหิมะก็งี้แหระ คนแถวนี้ก็นิยมปลูกแอปเปิ้ลข้างทาง ต้นมันตลกมาก กิ่งจะชี้ขึ้นฟ้า เหมือนต้นไม้ขนหัวลุกไงไม่รู้ อ้อ! ที่นี่มีศิขระเล็กๆ และพระราชวังเก่าที่สลักด้วยไม้ทั้งหลังด้วย สวย บรรยากาศดีมาก มองจากเทือกเขาลงมาเห็นแม่น้ำ และธงมนต์ของชาวพุทธสายทิเบตปลิ้วไสว ตัดกับสีเขียวของต้นไม้ใบหญ้า..พอวันรุ่งขึ้นก็นั่งรถบัสหนึ่งวันไปหุบเขาลาฮูสปีติ ทางขึ้นเป็นวิวแบบยุโรป มีน้ำตกที่ไหลลงมาจากหิมะมากมายหลายหุบเขา มีทุ่งดอกไม้ ทุ่งหญ้าให้แพะ ม้า ลา และวัว กินหญ้ากันสนุกสนาน ผ่านไปเกือบค่อนทางจะเริ่มเปลี่ยนเป็นภูมิประเทศแบบที่สูงแล้วมีแต่ต้นหญ้า จากนั้นจะเป็นแบบดินลูกรัง หรือทะเลทรายก็ไม่รู้ สูงมากกกกกกกก และหนาวด้วย ไปถึงเมืองกาซาของสปีติแล้วเราเวียนหัวกันจนแทบอยากกลับที่ราบทันที แต่วันรุ่งขึ้นก็ดีขึ้นและออกตะลอนได้อีก คราวนี้เราเช่ารถไปวัดกะหมู่บ้านที่อยู่สูงที่สุดในโลก ตอนขึ้นทางชันมาก พอตอนลงนี่ ลงไม่ได้เลยต้องไถตูดลงมา มีอาจารย์เชษฐ์และเพื่อนของอาจารย์ยืนตบมือกรี๊ดๆๆๆ กันอยู่ข้างล่าง หมดไปอีกวัน จากนั้นก็ไปต่อที่หุบเขาอีกลูก เมืองนั้นคือเมืองตาโบ ใกล้ทิเบตมากกกกกจนอยากจะวิ่งข้ามไปเรย ที่นี่มีวัดเก่าแก่อายุพันกว่าปี จิตรกรรมสวยและสีสด มีเด็กนักเรียนจากเมืองลาห์ดัก (เคยเป็นทิเบตมาก่อนเหมือนกัน) เด็กๆแก้มแดงทุกคน คุณครูก็แก้มแดงด้วย น่ารักมาก เค้าพูดภาษาทิเบตกันนะ แต่เค้าบอกว่าพวกเค้าไม่ใช่คนทิเบต คืนนั้นพักที่ตาโบนั่นแหละ ก่อนเข้านอน เราปีนขึ้นไปที่ถ้ำบนเขาลูกที่อยู่หน้าเมือง และไปดูภูเขาหิมะเปลี่ยนสีตอนพระอาทิตย์ตก โรแมนติกมะ แต่ขอโทษนะ... ไปกันแค่นี้ ไม่รู้จะโรแมนติกกะใครอ่ะ สงสัยว่าถ้ามีคนมาฮันนีมูนที่นี่ ไม่รักกันตาย ก็ฆ่ากันตาย.. เช้าขึ้นมาเราก็กลับมากาซ่า เพื่อจะรอนั่งรถกลับมานาลีในวันรุ่งขึ้น เมืองแถบนี้คนพูดทิเบต เนปาลได้เยอะ นักท่องเที่ยวก็เยอะ ส่วนใหญ่รู้จักประเทศไทยกันทั้งนั้น คนพื้นที่ก็รู้จักนะ เค้ารู้จักจากองค์บาก อิ๊ๆ ก่อนกลับไปขึ้นรถที่กาซา เราแวะไปอีกสองวัด วัดหลังนี่มีงานพอดี คงเป็นวันอาสาฬหบูชามั้ง น่ารักดี ชาวบ้านมาเกือบทั้งหมู่บ้าน แล้วพระก็เอาขนมกับน้ำชาแจกชาวบ้านและพวกเราด้วย ลืมบอกไปว่าเกือบทุกวัดที่ไปน่ะ เราจะแอบเอาแบงก์ยี่สิบรึเหรียบญสิบวางบนบังลังก์ของทะไลลามะที่เค้าเอาเงินวางๆ กันไว้ เผื่อว่าจะมีคนไทยไปเห็นหน้าในหลวง (^,^) ทางที่ไปก็สวยงามเช่นเคย กลับมานอนที่กาซาอีกคืน เช้าก็นั่งรถและค้างอีกคืนมานาลี จากนั้นจึงขึ้นรถกลับเดลลี และก็ได้รู้ว่าจองตั๋วผิด เย้ ได้อยู่เดลลีต่ออีกวัน คราวนี้เจอพี่สนิทคนทิเบตที่นัดกันไว้มารับพาไปเที่ยว และค้างที่ทิเบตแคมป์ เห็นแม่น้ำยมุนาด้วยนะ สนุกสนานมากเลย สินค้าที่เดลลีก็สวย มีแต่ของที่อยากได้ ถูกก็ถูก สวยก็สวย แต่ตังค์ไม่มี กรี๊ดดดดดด..... ไว้วันหลังจะไปเที่ยวอีกนะ คราวนี้จะเอาไปทั้งรูวัน รูเดือน รูปีเลย.. บินกลับตอนเที่ยงคืน ในที่สุดก็ถึงประเทศไทยโดยสวัดิภาพ..
คิดถึงภูเขาจัง.... แล้วมีโอกาศจะกลับไปอีกนะจ๊ะ สวัสดีจ้า หิมาลัย....
กลับมาอยู่บ้านนอกบ้านเราเห๊อะ 55555